กรุณาเลือก เข้าชมแบบอุปกรณ์มือถือ | เข้าชมแบบคอมพิวเตอร์ต่อ

Siam Technology College

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
เข้าชม: 8015|ตอบกลับ: 0

การบริหารสินค้าคงคลังโดยใช้ระบบวีเอ็มไอ กรณีศึกษา องค์การเภสัชกรรม [คัดลอกลิงค์นี้เพื่อนำไปแบ่งปัน]

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

โพสต์เมื่อ 2012-8-29 16:56:06 |แสดงทั้งหมด

ชื่อเรื่องสารนิพนธ์            :  การบริหารสินค้าคงคลังโดยใช้ระบบวีเอ็มไอกรณีศึกษา   องค์การเภสัชกรรม

ชื่อผู้เขียน                        : อาจารย์นงลักษณ์ นิมิตรภูวดล :  อาจารย์สุพัชรี สุปริยกุล\r\nปีการศึกษา                      :  2554\r\n \r\n\r\n

บทคัดย่อ\r\n\r\n

\r\n                องค์การเภสัชกรรมเป็นรัฐวิสาหกิจหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของประเทศด้วยมีภารกิจหลักในการดูแลสุขภาพอนามัยของประชากร คือการผลิตยา  เวชภัณฑ์  และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อให้การสนับสนุนงานสาธารณสุขของทั้งประเทศจากภารกิจดังกล่าวทำให้ต้องเกี่ยวข้องกับการจัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพดี ในราคาต้นทุนที่สมเหตุสมผลผลิตยาและเวชภัณฑ์อย่างใส่ใจและมีคุณภาพ  รวบรวมจัดเก็บ เคลื่อนย้าย กระจายยาและเวชภัณฑ์ที่มีคุณภาพเหล่านั้น อย่างระมัดระวังและใส่ใจในทุกขั้นตอนไปสู่มือผู้บริโภค  จากภารกิจดังกล่าวจึงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องหาแนวทางในการบริหารจัดการทางด้านซัพพลายเชนที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเข้ามาช่วยในการดำเนินงานเพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆเหล่านั้นไปสู่มือผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วทันต่อเวลาและมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด\r\n                     ปัญหาหลักๆที่องค์การเภสัชกรรมพบได้แก่การที่เกิดปัญหาจากการมีสินค้าคงคลังตกค้างอยู่เป็นจำนวนตามโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุขของรัฐอันได้แก่สถานีอนามัยชุมชนต่างๆ อีกทั้งยังประสบปัญหาการกระจายยาที่ไม่เหมาะสมคือส่งยาและเวชภัณฑ์ไปแต่ไม่ได้ใช้เมื่อใกล้กำหนดยาหมดอายุก็ส่งคืนกลับมาที่องค์การเภสัชกรรม หรือบางพื้นที่มีความต้องการใช้ยาและเวชภัณฑ์แต่ไม่มียาหรือเวชภัณฑ์ที่ต้องการ ทำให้เกิดการขาดแคลน ส่งผลต่อการเข้าถึงยาและราคายาที่สูงเกินจำเป็นเมื่อถึงมือประชาชนผู้โภคดังนี้เป็นต้นอีกทั้งปัญหาเรื่องของสต๊อกบวมหรือปัญหายาที่ตกค้างอยู่ในระบบเป็นจำนวนมากนั้นหมดอายุ  ทำให้ต้องมีการทำลายยาเป็นจำนวนมากตามไปด้วยส่งผลต่อปัญหางบประมาณของประเทศที่จะต้องนำมาอุดหนุน และท้ายที่สุดยังส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมจากการทำลายยาเหล่านั้นอีกด้วย\r\n                        จากเหตุผลดังที่ได้กล่าวมามาข้างต้นทำให้ผู้บริหารองค์การเภสัชกรรมได้ริเริ่มนำเรื่องของการบริหารจัดการซัพพลายเชนสมัยใหม่ในการบริหารสินค้าคงคลังที่เรียกว่าVMI (Vendor Management Inventory) เข้าใช้ในการบริหารจัดการเมื่อราวสิบปีที่ผ่านมาและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันโดยมุ่งหวังที่จะลดปริมาณสินค้าคงคลังที่กระจายตกค้างอยู่ในระบบให้ลดลงอย่างมีประสิทธิภาพโดยที่ยังสามารถรักษาระดับความพึงพอใจของลูกค้า( Service level) ไว้ให้ได้  จากแนวทางดังกล่าวซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหม่ในการบริหารจัดการในภาครัฐที่น่าสนใจดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงต้องการศึกษาว่าการนำระบบวีเอ็มไอมาใช้นั้นมีวิธีในการดำเนินการและมีกระบวนการแต่ละขั้นตอนอย่างไรสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวที่ซัพพลายเชนเคยประสบมาได้จริงหรือไม่มีพัฒนาการหรือประสบปัญหาอย่างไรในการดำเนินการ  มีแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างไร  อีกทั้งเสนอแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาต่อไปในอนาคตโดยนำองค์ความรู้ที่ได้ศึกษาค้นคว้ามานำเสนอเป็นข้อเสนอแนะในการทำงานเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อไป\r\n                      โดยการศึกษาครั้งนี้ ศึกษาในรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจาก 2แหล่งคือแหล่งทุติยภูมิที่ได้จากเอกสาร ตำรา งานวิจัยและเวปไซต์ต่างๆ ส่วนแหล่งข้อมูลปฐมภูมินั้นได้จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารโครงการวีเอ็มไอขององค์การเภสัชกรรมโดยตรง จากนั้นจึงนำมาประกอบกันเพื่อนำข้อมูลต่างๆที่ได้มาวิเคราะห์ สังเคราะห์ พร้อมทั้งเสนอแนะ แนวทางในการแก้ไขตามหลักวิชาการต่างๆที่ได้ศึกษามาเพื่อที่จะเสนอแนวทางในการปรับปรุงการบริหารจัดการและดำเนินการต่อไปในอนาคตหรือเพื่อเป็นแนวทางให้แก่ผู้ที่จะทำการศึกษาในเรื่องนี้ต่อไปในอนาคต\r\n                      ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการศึกษาครั้งนี้คือ ทำให้ทราบถึงวิธีการและกระบวนการในการบริหารจัดการซัพพลายเชน คลังสินค้าและการบริหารจัดการสินค้าคงคลังในระบบที่มีขนาดใหญ่ระดับประเทศของภาครัฐที่นำระบบวีเอ็มไอมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานซัพพลายเชน เพื่อลดปัญหาสินค้าคงคลังของทั้งระบบทำให้ทราบว่าเกิดปัญหาและอุปสรรคอย่างไรในการดำเนินโครงการ  แนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคนั้นๆทำอย่างไรซึ่งก็หมายถึงการแก้ไขปัญหาทั้งระบบซัพพลายเชนขนาดใหญ่ที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนนั้นทำอย่างไรทำให้สามารถนำตัวอย่างปัญหาที่พบและแนวทางการแก้ปัญหาที่องค์การเภสัชกรรมใช้ในการแก้ปัญหามาปรับใช้ในการทำงานจริง\r\n                   จากการศึกษากระบวนการและขั้นตอนในการทำ VMIนั้นทำให้ทราบว่าแม้จะผ่านมาถึง10แล้วแต่ระบบก็ยังไม่สมบูรณ์เต็มประสิทธิภาพตามแนวความคิดเรื่อง VMI ที่ได้มีผู้ศึกษาไว้  เนื่องจากปัญหาหลักสำคัญๆ 2 ประเด็นคือ เรื่องของข้อกฎหมายและระเบียบปฏิบัติทางราชการ และเรื่องการเชื่อมเครือข่ายจากคอมพิวเตอร์สู่คอมพิวเตอร์ที่ยังต่างระบบกันทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงจนมองเห็น\r\nสต๊อกได้จริงยังเป็นเพียงการรายงานระดับของปริมาณของสินค้าในรูปแบบ E-Business เท่านั้นมีเพียงบางหน่วยงานที่องค์การเภสัชกรรมสามารถมองเห็นสต๊อกสินค้าได้จริง โดยไม่ต้องผ่านการรายงานโดยการใส่ข้อมูลของเจ้าหน้าที่ซึ่งได้ทำการเสนอแนะไว้ในข้อเสนอแนะในบทที่ 5ส่วนปัญหาอื่นๆที่ได้ศึกษาพบว่าเรื่องปริมาณการสำรองของยา ที่ต้องมีการ Stock ไว้เป็นจำนวนมากเพื่อให้มียาเพียงพอตลอดเวลาจากการสั่งยาของโรงพยาบาลทั่วประเทศนั้นพบว่าหลังจากที่องค์การเภสัชกรรมนำระบบ VMI มาใช้แล้วพบว่าทางองค์การเภสัชกรรมเองก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องสำรองยาไว้เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในทางสุขภาพอนามัยโดยรวมของประเทศ จึงไม่สามารถลดปริมาณการสำรองยาได้มากนักแต่ระบบ VMI ช่วยได้ในแง่ของความรวดเร็วในการจัดส่ง(Speed) หรือกระจายยา (Distribution) เนื่องจากการนำระบบนี้มาใช้ทำให้ทราบเวลาและปริมาณยาที่ต้องการของโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณเครือข่ายทั่วประเทศอย่างแน่นอนทำให้สามารถกำหนดตารางในการผลิต  การวางแผนการจัดส่งและการกระจายยาการจัดเตรียมยาและเวชภัณฑ์ตามปริมาณที่ต้องการได้อย่างแน่นอนและชัดเจนยิ่งขึ้น  \r\n                     ในเรื่องของยาที่หมดอายุนั้นหลังจากนำระบบVMIมาใช้แล้ว ทำให้สามารถพยากรณ์ความต้องการยาที่แท้จริงได้มากขึ้นโดยเฉพาะยาในกลุ่มที่มีการใช้เป็นประจำทำให้ผลิตตามปริมาณความต้องการยาที่แท้จริงจึงช่วยลดปริมาณยาที่หมดอายุให้ลดน้อยลงส่งผลให้ปัญหาจากการมียาตกค้างตามโรงพยาบาลต่างๆ ทำให้โรงพยาบาลไม่สามารถสั่งยาใหม่ได้นั้นจากนำระบบ VMIมาใช้แล้วสามารถลดปริมาณการตกค้างของยาลงได้จริงเช่นกันทำให้ส่งผลดีต่อผู้บริโภคที่ปลายน้ำทำให้ได้รับยาที่ตรงตามความต้องการมีคุณภาพดีและราคาที่เหมาะสม อีกทั้งยังทำให้องค์การเภสัชกรรมมีการทำลายยาน้อยลงช่วยลดงบประมาณในการทำลายยาและส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น\r\n                       แนวคิดที่นำมาใช้แก้ปัญหาครั้งนี้ได้แก่  \r\n·       แนวคิดเรื่อง VMI \r\n

·      แนวคิดเรื่องปัจจัยเสริม6 ประการในห่วงโซ่คุณค่า

·       แนวความคิดในการสร้างแรงจูงใจ\r\nโดยจากแนวคิดที่ได้นำมาศึกษานั้นได้เสนอแนวทางแก้ไขออกเป็นสองระดับคือ\r\n

1.            ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขในระดับประเทศ

·       เรื่องระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

·       เรื่องกฎระเบียบข้อกฎหมาย และระเบียบราชการ

2.            ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขในระดับองค์กร

·      เรื่องการสร้างแรงจูงใจโดยการให้ความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของพนักงานเองในการรนำระบบVMI มาใช้ ภายในองค์การเภสัชกรรม

·      เรื่องการให้รางวัลหรือการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการนำระบบVMI มาใช้เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงาน

·       เรื่องการสร้างแรงจูงใจแก่ลูกค้า\r\n \r\n                ผลที่คาดว่าจะได้รับคือทำให้ห้องค์การเภสัชกรรมและซัพพลายเชนทั้งระบบอันได้แก่โรงพยาบาลและเครือข่ายสาธารณสุขทั้งหมดของรัฐสามารถบริหารสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จนทำให้ประชาชนผู้บริโภคได้รับยาและเวชภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีตรงตามความต้องการและมีราคาที่สมเหตุผลในท้ายที่สุด\r\n \r\n \r\n \r\n \r\n                            \r\n\r\n
คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

Archiver|Mobile|Siamtechu.net

GMT+7, 2019-11-18 06:06 , Processed in 0.023414 second(s), 9 queries .

Powered by Discuz! X2

© 2001-2011 Comsenz Inc. Thai Language by DiscuzThai.com

TOP